บทที่ 7 ปฐมบท 3 สลับวิญญาณ2

เจียเย่ต้องเข้ามาอยู่ในร่างของหลิ่งหลินเท่านั้น              ทั้งสมุนนับหมื่นและสามีรูปงามก็จะตกเป็นของนางทั้งหมด

พริบตานั้นหลิ่งหลินก็มาในอยู่ร่างของสมุนทรยศ  และเจียเย่ซึ่งอยู่ในร่างของนางก็สำเร็จวิชาขั้นสุดท้าย

เป็นการคำนวณเวลาได้เหมาะเจาะสุดยอดขั้นสุด

เมื่อเข้ามาในร่างที่เต็มไปด้วยพลังตบะและปราณที่กำลังไหลวนอย่างเข้มข้นได้แล้ว เจียเย่ในร่างของนายหญิงพลันตะเบ็งเสียงอย่างโอหังใส่หลิ่งหลินในร่างเดิมของตน

“ต่อไปข้าคือนายหญิงใหญ่ เจ้าสำนักไพรีพิฆาต ร่างกายนี้เป็นของข้า สามีเจ้าคือสามีข้า ส่วนเจ้าคือเจียเย่!”

จากนั้นก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ท่าทางคล้ายหญิงบ้า   ดวงตาแดงเถือก โหนกแก้มแดงก่ำ น่าเกลียดมาก

หลิ่งหลินไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตัวเองจะกลายเป็นสตรีที่อัปลักษณ์ได้ปานนั้น

ชั่วขณะตกตะลึงกับตัวเองที่มิใช่ตัวเองอีกต่อไป เหล่าสมุนมารพลันกรูเข้ามารอบทิศทางด้วยอาวุธพร้อมมือ

เป็นเจียเย่ในร่างหลิ่งหลินแอบกดศิลาสลักปักษาตรงผนังส่งสัญญาณจากกระดิ่งเงาเรียกสมุนมารที่เฝ้าคุมอยู่ด้านนอกให้พากันเข้ามา

นางให้รู้สึกสะใจยิ่งนัก รีบเยาะหยันเจ้านายเก่า

“ไม่มีใครช่วยเจ้า ยิ่งไม่มีใครเชื่อฟังเจ้าอีกต่อไป” ก่อนตะโกนขึ้นว่า “ฆ่าเจียเย่เสีย! นางคือคนทรยศ!”

บัดซบ!

หลิ่งหลินในร่างเจียเย่สบถคำหยาบออกมาได้แค่นั้น ก่อนจะโรมรันกับเหล่าสมุนพัลวัน การต่อสู้กับพวกเดียวกันเกิดขึ้นอย่างเหี้ยมโหด ไม่มีใครยอมใคร

เจียเย่ในร่างหลิ่งหลินยังคงชี้นิ้วสั่งตาย

“ฆ่ามัน!”

สมุนกรูกันเข้าหาพร้อมอาวุธคมกริบ “ฆ่า!”

หลิ่งหลินในร่างเจียเย่รีบพุ่งกายทะยานขึ้นสูง                  มิใช่เพื่อหลบหลีก แต่นางกำลังต่อสู้กับบางสิ่งในตัวเอง

ไม่มีทาง นางไม่ยอมตาย ยิ่งไม่มีทางอยู่ในร่างนี้

หลิ่งหลินสู้จนลมหายใจเสี้ยวสุดท้าย

นางมิได้สู้กับสมุนแต่กำลังสู้กับตัวเอง

พลังปราณมหาศาลที่ติดตรึงมากับวิญญาณส่งผลให้กลิ่นอายพญามารแผ่ซ่านครอบคลุมเรือนร่างของเจียเย่ที่มีจิตวิญญาณหลิ่งหลินอาศัย นางฝืนเดินลมปราณที่เพิ่งแตกฉาน จนกระทั่งแก่นวิญญาณที่ชั่วร้ายผุดพรายออกมาเป็นควันและกำลังต่อต้านร่างกายไม่พึงประสงค์

พลังจิตสังหารท่วมท้น กระชากวิญญาณผู้ทรยศอย่างบ้าคลั่ง

“กรี๊ด...”

เสียงกรีดร้องโหยหวนดังจากริมฝีปากของเจียเย่และร่างเก่าของหลิ่งหลิน ก่อนล้มตึงแน่นิ่งไป

“นายหญิง!”

ภายใต้ภาวะตึงเครียดและในถ้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เย็นเยียบ เหตุการณ์นี้ล้วนเป็นปริศนา เหล่าสมุนมารมิรู้ว่าเกิดสิ่งใด


ตอนที่ 1 ร่างใหม่ 

สายน้ำไหลไม่หยุดฉันใด ชีวิตคนย่อมต้องไหลไปตามโชคชะตาและบุญกรรมนำพามิอาจหยุดนิ่งได้ฉันนั้น

วันนี้เป็นผู้ฆ่า วันหน้าอาจถูกฆ่าเช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะยอมพ่ายและตายอย่างง่ายดายหรือไม่เท่านั้น

จากสถานที่เร้นลับแก่นกลางคือหุบเขาปีศาจด้านในคือสำนักไพรีพิฆาต ผ่านเทือกเขาหลายชั้นกั้น  ลักษณะเป็นภูผาหินแกร่งเรียงตัวสูงตระหง่านทอดตัวเป็นทิวแถวยาวเรียงรายทับซ้อนกับเทือกเขาต่างๆ อย่างสลับซับซ้อน

มาสู่สถานที่อันห่างไกลจากดินแดนนักรบราวฟ้ากั้น สู่แคว้นหมื่นนที ประหนึ่งมิใช่ใต้หล้าเดียวกัน  

ท่ามกลางม่านน้ำอันนิ่งสงบเย็นเยียบริมตลิ่งชัน      ร่างดรุณีน้อยผู้หนึ่งถูกน้ำซัดจนมาเกยตื้นริมธาร

นางนอนแน่นิ่งคล้ายสิ้นชีพอยู่ริมตลิ่งเนิ่นนาน

มิรู้ว่าผ่านเวลานานเท่าใด ทว่าก็นานพอที่ทำให้ร่างกายที่เย็นจัดกับจิตวิญญาณที่ร้อนแรงผสานแนบแน่น พลังแห่งหยินบริสุทธิ์มักเพรียกหาพลังหยางอันแข็งแกร่งมาเติมเต็ม และเมื่อหยางหยินผนึกรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน  ย่อมมิอาจสั่นคลอนจนเลื่อนหลุดแยกจากได้อีก[1]

เจ้าของนัยน์ตาเศร้าเริ่มขยับเขยื้อนปลายนิ้วก่อนที่ แพขนตาจะไหวระริกแผ่วเบา และเริ่มมีสติรับรู้ทุกสิ่ง             นางสะดุ้งผวา

“เฮือก!”

หลิ่งหลินสำลักลมหายใจหอบใหญ่ ครั้นตื่นเต็มตาพลันลุกขึ้นนั่ง นางยังไม่ตาย! ลูบคลำเนื้อตัวอย่างลนลาน พบว่าเสื้อผ้าที่ใส่มิใช่ชุดเดิมที่เป็นสีดำ แต่เป็นชุดสีขาวซีดๆ หันซ้ายหันขวา สังเกตได้ว่าสถานที่มิใช่ในถ้ำ แต่เป็นริมน้ำ

หญิงสาวก้มหน้าลง เอียงคอกะพริบตาปริบๆ             มองฝ่ามือเล็กเรียวที่ขาวจัดซีดเซียวซึ่งไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ครั้นเงยหน้าขึ้นก็เห็นเป็นภาพของชายป่าริมธาราสายหนึ่ง

นางก้มหน้าอีกครา เพ่งมอง เห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ผ่านผิวน้ำใสที่สะท้อนภาพของคนผู้หนึ่งดุจกระจกเงา

ดวงตาดำขลับดุจลูกกวางน้อยกวาดมองเชื่องช้า พิจารณาเรื่องน่าเหลือเชื่อทุกสิ่งอย่างมีสติแม้ในใจไร้สุขุม พบดรุณีน้อยวัยแรกแย้มอายุประมาณสิบห้าปีผู้หนึ่ง

ไม่ใช่เจียเย่และไม่ใช่ร่างเก่า

ใคร?

หลิ่งหลินถามตัวเองแล้วเร่งไตร่ตรองอย่างสับสน

ถูกแย่งชิงกายหยาบกระชากวิญญาณออกจากร่าง แต่ไม่ยอมตายทว่าสุดท้ายกลับมาโผล่ในร่างของสาวน้อยที่อ่อนเยาว์กว่าร่างเก่านับสิบปีเนี่ยนะ

ควรดีใจหรือเสียใจดีล่ะ

[1] สัญลักษณ์หยิน-หยางแทนความสมดุลของพลังในจักรวาล เมื่อพิจารณาถึงคุณสมบัติของอำนาจหยินและหยาง ไม่มีวันที่จะเหมือนกันได้ แต่เมื่อ ทั้งสองรวมกันแล้วก็จะเกิดความสมดุล ความพอดี สื่อถึงการนำความแตกต่างมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป